คมบังจิวะ~!!!
มาต่อให้หละน้า คราวนี้รุสึกว่าภาษาไม่สวยเท่าไหร่ ติชมตามสบายเลยคับพี่น้อง เรื่องต่อไปมีอยู่ในหัวแล้ว แต่ถ้าใครชอบแบบไหนบอกได้น้า ไปอ่านกันได้เลยคับ
[short fic]...One Night...[jinxP] edit
“คัท!!! พัก 10 นาที ฝ่ายฉากช่วยจัดแสงด้านหลังใหม่ด้วย”
เสียงของผู้กำกับดังลั่นกองถ่ายทำเอาผมสะดุ้ง เจ้าตัวเดินตรงมาหาผมด้วยสีหน้าลำบากใจและคิ้วที่ผูกเป็นปม
“อาคานิชิคุง เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงเหม่ออย่างนี้หละครับ”
“ขอโทษจริงๆครับ ขอผมลองใหม่นะครับ” ผมโค้งให้เขาจนสุดตัว ไม่รู้จะหาเหตุอะไรมาแก้ตัวในความผิดพลาดของตัวเองจริงๆ
“เฮ้อ~ เอาอย่างนี้ เดี๋ยวพักซักหน่อยแล้วผมขอถ่ายซ่อมฉากเมื่อครู่อีกทีนะ”
“ครับ ขอโทษจริงๆนะครับ”
ผมโค้งให้จนเขาเดินไปคุยกับทีมงาน รู้สึกหมดแรงจนต้องเดินเข้าไปนั่งพักในห้องแต่งตัว ตรงหน้าของผมเป็นกระจกบานใหญ่ที่เอาไว้ตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย มันสะท้อนภาพใครบางคนที่ผมไม่รู้จัก ใครบางคนที่หน้าตาเหมือนผมแต่ดูอิดโรยเหลือเกิน ใครบางคนที่มีนัยตาเดียวกับผมแต่มันไม่ได้เจิดจ้าอย่างท้าทายใครต่อใครอีก คงเป็นเพราะตอนนี้ ความรู้สึกของผมมันสิ้นหวังเหลือเกิน ทั้งๆที่ปรกติผมชอบการท้าทายกับขีดจำกัดของตัวเองยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไม่ว่าอุปสักจะมากมายแค่ไหนก็อยากจะข้ามมันไปให้ได้ แต่คราวนี้...
“เฮ้อ~” ผมรู้สึกเหนื่อยจริงๆ ตลอดเช้าที่พยายามกดโทรศัพท์หาพีจนเครื่องแทบพังไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้ผมรู้สึกหมดหวังมากขึ้น แล้วตอนนี้ผมก็อยากจะคุยกับใครซักคน นิ้วมือของผมค้างอยู่ที่แป้นพิมพ์ด้วยความลังเลใจ มันกลายเป็นความเคยชินไปแล้วที่เวลามีเรื่องไม่สบายใจ คนแรกที่ผมจะโทรหาก็คือพี แล้วแบบนี้ผมจะโทรไปหาใครได้...
เรียวจัง...!!!
เวลานี้ก็คงจะซ้อมเต้นอยู่เหมือนกับพีนั่นแหละ คิดแล้วผมก็ได้แต่นึกโทษฟ้าโทษดินที่ทำให้ผมกับพีต้องมาทำงานกันคนละวง ทั้งๆที่ผมชอบการที่มีพีอยู่ข้างๆมากที่สุด แล้วทำไมผมไม่เคยเอะใจในความรู้สึกนี้ของตัวเองเลย ผมชั่งใจอยู่ครู่แล้วจึงตัดสินใจกดไปหาอีกคนที่รู้จักพีและคงว่างพอที่จะคุยกับผมแทน
//โมชิโมชิ อาคานิชิหรอ? ว่าไง?// เสียงใสๆที่ตอบกลับมา ช่วยให้ผมใจเย็นลงบ้าง
“เย็นนี้นายว่างใหม? มารับชั้นที่กองถ่ายได้หรือเปล่า”
//เอ๋!?...อื่ม...กี่โมงหละ//
“คงซักหกโมงหนะ อาจจะเลทนิดหน่อย”
//ได้ๆ งั้นเจอกัน//
ผมมองโทรศัพท์ที่พึ่งตัดสายไป นึกขอบคุณอยู่ในใจที่คาเมะไม่ซักใซ้อะไร แม้ว่าฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเขาค่อนข้างสงสัยในการโทรไปของผม ใช่ครับ ผมโทรหาคาเมะ เพื่อนร่วมวงร่างเล็กที่มีความรับผิดชอบและความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว
“อาคานิชิคุง เข้าฉากได้แล้วครับ”
“จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” ผมสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อสร้างสมาธิ ยังไงๆเวลางานก็ควรจะทำงานให้เรียบร้อยก่อนจะคิดเรื่องส่วนตัว แล้วผมก็เดินตามทีมงานคนนั้นออกไป
------------------------------------------------------------------------------------------
“อาคานิชิ มาแล้ว รอนานหรือเปล่า?”
“พึ่งเลิกหนะ นายวิ่งมาหรอ?”
“ก็นิดหน่อยหนะ เอากุณแจมา ชั้นจะขับเอง”
ร่างเล็กๆของคาเมะหอบแรง แต่เจ้าตัวก็ยังยิ้มกว้างเพื่อทำให้ผมสบายใจ ผมโยนกุณแจรถไปให้เขา จากนั้นเราก็แวะซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อเอากลับไปกินที่คอนโดของผม ระหว่างทาง ผมได้แต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคะเมะกำลังทำอะไรอยู่
รถสปอร์ทของผมพาเรามาจนถึงที่หมาย ปรกติแล้วผมมักจะบ่นการขับรถของคาเมะที่ออกจะช้าไม่ทันใจ แต่วันนี้ผมกลับรู้สึกดีที่ได้นั่งมองวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยโดยไม่ต้องสนใจใคร ผมกับคาเมะนั่งกินเบียร์ไปคุยกันไปที่โซฟาในห้องรับแขก เขาชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้และพยายามทำให้ผมสบายใจโดยไม่ถามถึงเรื่องที่ผมกำลังทุกข์อยู่แม้แต่น้อย จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ผมจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายพูดเสียเอง
“ชั้นคิดว่า...ชั้นคงรักยามะพีแล้วหละ”
“เอ๋!?” คาเมะมีสีหน้าตกใจและเผลอปล่อยกระป๋องเบียร์ล่วงลงบนโต๊ะ ถ้าไม่อยู่ในอารมณ์กลุ้มใจ ผมคงขำกับท่าทางของเขาแน่ๆ
“นายแน่ใจแล้วใช่ใหม?” เขาหันเป็นเก็บกระป๋องทิ้งลงในถังข้างๆ แม้ว่าสีหน้ายังดูงงๆอยู่แต่กลับถามผมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และถ้าผมไม่ได้ตาฝาด ไอ้รอยยิ้มมุมปากแบบมีเลศนัยของคาเมะนี่มันหมายความว่าไงกัน เห็นแล้วรู้สึกฉุนนิดๆแฮะ
“อื่ม”
“งั้นนายก็ไปบอกเขาสิ ปล่อยไว้เดี๋ยวโดนใครคว้าไปกินหรอก” น้ำเสียงของคาเมะ ราวกับจะบอกว่า เรื่องแค่นี้ง่ายจะตาย ทำไมนายทำไม่ได้นะ
“ชั้นพยายามโทรหาเขาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้เลยเลย ฝากข้อความไว้ก็ไม่โทรกลับด้วย”
“คงกำลังซ้อมอยู่หละมั้ง ก็ NEWS เขาเริ่มทัวร์แล้วนี่นา”
ฟังที่คาเมะพูดแล้วผมก็ได้แต่ถอนหายใจ แม้จะเข้าใจดีแต่ในใจของผมกลับไม่ได้รู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อย พีไม่เคยปิดโทรศัพท์แม้ว่าจะอยู่บนเวที ต่อให้อัดรายการเขาก็จะแค่ปิดเสียเอาไว้ แต่วันนี้กลับติดต่อไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
“เอาหน่าๆ ถ้านายมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วหละ พยายามเข้าน้า” คาเมะพูดพลางส่งยิ้มกว้างมาให้ผมแล้วก็ลุกขึ้นทำท่าจะเดินไปที่ประตู ทำเอาผมทั้งงงทั้งสงสัยในคำพูดของเขา
“แล้วนั้นนายจะไปไหนหนะ”
“ก็กลับบ้านหนะซิ หมดธุระแล้วนี่นา...” มือของคาเมะเอื้อมไปที่ลูกบิดแต่ก่อนที่จะเปิด เขาก็หันมาพูดกับผมอีก “...จะบอกอะไรให้นะ ถึงนายจะมีเวลาอยู่มากมาย แต่ความรู้สึกคนหนะ มันไม่รอเราไปตลอดหรอกนะ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเอาไว้สิ ไปหละน้า แล้วพรุ่งนี้จะไปรอฟังผลที่บริษัท บับบายๆ”
แล้วคาเมะก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งผมให้อยู่กับความเงียบ ความสิ้นหวัง สับสนและอีกหลายหลากอารมณ์รวมกัน แต่ยังไม่ทันไร เสียงเพลงจากมือถือของผมก็ดึงความสนใจทั้งหมดไป ผมหันไปมองชื่อที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอโดยไม่จำเป็นเลย เพราะเพลงนี้ผมตั้งไว้ที่เบอร์ของเขาคนเดียว ไวเท่าความคิด ผมกระโจนไปคว้ามันเอาไว้แล้วกดรับทันที
“โมชิโมชิ”
//โมชิโมชิ จินหรอ? มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ชั้นเห็น miss call นายเต็มไปหมดเลย//
ผมแทบจะทำโทรศัพท์หลุดมือ ทีเมื่อก่อนทำงานเสร็จจะโทรชวนไปเที่ยวก็ดันไม่รับโทรศัพท์ แถมเหนื่อยจนหลับก็เลยไม่โทรกลับซะงั้น แต่วันนี้ไหงรวดเร็วทันใจเป็นสั่งได้ ยังไม่ทันทำใจว่าจะพูดยังไงเลย
“เอ่อ...ทำไมวันนี้ติดต่อนายไม่ได้เลยหละ” ผมพยายามตั้งสติและเรียบเรียงคำพูด แต่ดูเหมือนว่ามันจะทำได้ยากเต็มที
//พอดีห้องซ้อมอยู่ชั้นใต้ดินหนะ ไม่มีสัณญาณเลย แล้วตกลงมีเรื่องอะไรหละเนี่ย?//
ทำไมจู่ๆถึงกลายเป็นคนชอบกดดันอย่างนี้นะ เวลาแบบนี้นายควรจะอ้อนชั้นไม่ใช่หรอ? ผมได้แต่บ่นอุบอิบอยู่ในใจ มันน่าน้อยใจที่ตัวเองนั่งคิดมากมาทั้งวันแต่พีดูจะไม่รู้สึกอะไรเลย หรือเขาจะตัดใจไปแล้วจริงๆ? แย่หละซิ!?
//ถ้าไม่มีอะไรชั้นจะไปหาอะไรกินกับเรียวจังหละนะ//
“เด๋วซิ!...ชั้นมีบางอย่างอยากจะบอกนาย...” ผมตัดสินใจแล้ว ถ้าไม่บอกออกไปตอนนี้ ผมอาจจะเสียพีไปตลอดชีวิต แล้วตัวผมเองคงทนอยู่กับชีวิตที่ไม่มีพีอยู่ด้วยไม่ได้ “...ชั้นรักนาย”
ปลายสายเงียบไปอึดใจ ในขณะที่ผมลุ้นจนเกร็งไปทั้งตัว กลัวว่าเขาจะปฏิเสธแล้วบอกว่าไม่รักผมแล้ว ไม่ต้องการผมแล้ว เสียใจ หรืออะไรก็ตามที่ความฟุ้งซ้านจะพาไปในแง่ร้ายๆในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ประโยคที่ผมได้ยิน กลับทำให้ผมมึนมากกว่าเดิม
//นึกว่านายจะไม่พูดซะแล้ว ให้รอซะนานเลยนะ//
“เอ๋? นี่นาย...รู้แล้ว!!!”
//ห้ามว่าชั้นนะ ก็จินนั้นแหละผิด ชั้นเลยขอเอาคืนบ้าง//
“นายนี่มัน...” ผมเข็นเขี้ยวด้วยความหมั่นใส้ นึกอยากจะคว้าเจ้าตัวแสบมาลงโทษให้สาสม แต่ก็อีกนั้นแหละ ผมเคยทำอะไรรุนแรงกะพีได้ซะที่ไหนหละ...แต่เรื่องอย่างว่าเป็นข้อยกเว้นนะคับ
//อ่ะ อ่ะ อ่ะ นี่ วันนี้เหนื่อยจัง ทำน้ำร้อนไว้ให้หน่อยซิ อยากแช่อ่ะ//
พอได้ยินน้ำเสียงอ้อนๆแบบนี้ผมก็พาลหายโกรธ เฮ้อ เป็นอย่างนี้ทุกทีซิหน่า พีถึงไม่เคยต้องง้อหรือขอโทษผมสักที แต่พอนึกถึงอะไรบางอย่างก็ทำให้ผมยิ้มออกมาได้ นั้นก็หมายความว่า วันนี้พีจะมาค้างที่ห้องผมหนะซิ
“ช่วยไม่ได้น้า งั้นก็จะรอนายกลับมาอาบพร้อมกันละกัน”
//เย้!!! รักนายที่สุดเลย แล้วเจอกันนะ// จากนั้นสายก็ตัดไป ผมมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ประโยคสุดท้ายที่ได้ยิน จะเป็นเพราะพีดีใจหรือเพราะเขาอยากจะบอกคำนั้นกับผมจริงๆนะ แต่เอาเถอะ เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันทั้งคืน ยังไงผมก็จะทำให้พีพูดคำนี้กับผมด้วยใบหน้าแดงระเรื่องกับน้ำเสียงอ่อนระทวยอีกจนได้ ทั้งคืนเลยดีใหมนะ? ผมลอบยิ้มกับตัวเอง ทั้งมีความสุขและรู้สึกอิ่มเอมใจจนบอกไม่ถูก ระหว่างเราจะเรียกว่าอะไรดีนะ “คนสำคัญ” ใช่หรือเปล่า? END
ต่ออีกนิด
ผมเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า พลางมองไปที่สิ่งก่อสร้างตรงหน้า หน้าต่างห้องของจินมีแสงไฟลอดออกมาให้เห็น ใช่ครับ ผมไม่ได้อยู่กับเรียวจังตามที่บอกจินหรอก เพียงแค่คาเมะโทรมารายงานสภาพของจินเมื่อตอนเย็นผมก็ไม่คิดจะไปไหนแล้ว แต่ที่บอกจินไปแบบนั้นก็เพื่อให้เขายอมพูดกับผมนั้นแหละ ก็นะ...ถ้าจินรู้จักผมดีแค่ไหน ผมก็รู้จักจินดีเท่านั้นหละ อิอิ ผมเก่งใหม่หละคับ
END จริงๆแล้ว
อ่านจบแล้วรุสึกว่าใครน่ากลัวกว่ากันนี่? ผมรุสึกว่าพอๆกันเลย555+